15 ความจริงเกี่ยวกับมุสลิม (Fifteen facts about Muslim)

บางเรื่องอาจจะเป็นที่ยอมรับได้ยากจากสายตาของชาวโลกในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับมุสลิมหรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามแล้วนั้น การปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ถือเป็นการปฏิเสธคำสั่งใช้ของเอกองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)ไปด้วย และอย่าลืมว่าความแปลกแยกและแตกต่างเหล่านี้ คือคุณสมบัติของพวกเราชาวมุสลิมประชาชาติในยุคสุดท้ายของท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล.) ดั่งที่ท่านนบีได้กล่าวไว้เมื่อ 1400 กว่าปีที่แล้วว่า

بَدَأَ الْإِسْلَامُ غَرِيبًا وَسَيَعُودُ غَرِيبًا كَمَا بَدَأَ فَطُوبَى لِلْغُرَبَاءِ

“อิสลามได้เริ่มอย่างแปลกหน้า และต่อไปอิสลามก็จะหวนกลับมาสู่ความแปลกหน้าเหมือนที่อิสลามได้เริ่มมาแล้ว ดังนั้นบรรดาความดีงามอันมากมายจงประสบแก่บรรดาคนแปลกหน้า (ชาวมุสลิม) ” รายงานโดยอีหม่ามมุสลิม

“อย่าพิจารณาอิสลามจากการกระทำของมุสลิม แต่ให้พิจารณาที่หลักคำสอนของศาสนา”

อัลลอฮฺได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ใน ซูเราะฮฺ อันนะฮฺลุ โองการที่ 115 ไว้ว่า

إِنَّمَا حَرَّمَ عَلَيْكُمُ الْمَيْتَةَ وَالدَّمَ وَلَحْمَ الْخِنْزِيرِ وَمَا أُهِلَّ لِغَيْرِ اللَّهِ بِهِ ۖ فَمَنِ اضْطُرَّ غَيْرَ بَاغٍ وَلَا عَادٍ فَإِنَّ اللَّهَغَفُورٌ رَحِيمٌ

“แท้จริง พระองค์เพียงแต่ทรงห้ามสูเจ้า (มิให้บริโภค) สัตว์ที่ตายเอง และเลือดและเนื้อของสุกร และที่ถูกเปล่งนามอื่นนอกจากอัลลอฮฺ (เมื่อเชือด) แต่ผู้ใดก็ดีที่อยู่ในภาวะคับขันไม่เจตนาดื้อดึง และมิใช่ละเมิด ฉะนั้นแท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงให้อภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ”

ศาสนาอนุญาตให้เลี้ยงสุนัขได้

อันที่จริงศาสนาให้มุสลิมเลี้ยงสุนัขได้ ไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด เพียงแต่อนุญาติให้เลี้ยง เพื่อฝึกไว้ล่าสัตว์, มีไว้เฝ้าฝูงสัตว์, เฝ้าสวนเฝ้าไร่ หรือแม้กระทั้งเฝ้าอาคารสถานที่ก็ตาม

ท่านรอซูลลุลลอฮฺ กล่าวว่า :

“เมื้อท่านปล่อยสุนัขที่ฝึกไว้ล่าสัตว์ ท่านจงกล่าวนามอัลลลอฮฺ ก่อนปล่อยมันไป และท่านจงบริโภคสิ่งที่มันจับให้แก่ท่าน นอกจากสุนัขมันดิน (สัตว์ทีล่ามาได้) เช่นนี้ท่านจงอย่าบริโภค เพราะฉันกลัวว่ามันจับมาเพื่อตัวของมันเอง (ไม่ใช่จับมาให้ท่าน)”

สรุปในเบื่องต้นว่า มุสลิมสามารถเลี้ยงสุนัขเพื่อล่าสัตว์ได้ อีกทั้งสุนัขที่ล่าสัตว์ตามคำสั่งของเรานั้น เราสามารถบริโภคเนื้อนั้นได้โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นสุนัขที่เราฝึกมันเอง ประเด็นต่อมาให้กล่าวนามอัลลอฮฺก่อนจะปล่อยมันไปล่าสัตว์ ฉะนั้น หากสุนัขตัวอื่นที่ไม่ใช่สุนัขตัวที่เราฝึกไว้ ล่าสัตว์มาให้เรา เช่นนี้ ก็ไม่อนุญาตให้บริโภคสัตว์ที่มันล่ามา

“แท้จริงท่านกล่าวนามอัลลอฮฺแก่สุนัข (ที่) ท่าน (เลี้ยง) เถิด โดยไม่ต้องกล่าวนามอัลลอฮฺแก่สุนัขตัวอื่น”

ท่านร่อซุลุลลอฮฺ กล่าวว่า

“และหากเหล่าสัตว์ตัวอื่นมา (ล่า) ปะปนกับสุนัข (ที่ท่านฝึกไว้) เช่นนั้น (หากมันล่าสัตว์มา) ท่านจงอย่าบริโภค (สัตว์ที่ถูกล่านั้น)”

การช่วยเหลือสุนัขก็ได้ผลบุญเช่นกัน

อันที่จริงการช่วยเหลือสัตว์นั้น ถือว่าเป้นความดี และได้รับผลตอบแทนจากพระองค์อัลลอลฮฺ แม้ว่าจะเป็นการช่วยเหลือสุนัขโดยทำให้มันหายหิว หรือกระกายก็ได้ผลบุญเช่นกัน

ท่านร่อซูลลุลลอฮฺ กล่าวว่า “มีชายผู้หนึ่งอยู่ในระหว่างเดินทาง เขาเกิดกระหายอย่างรุนแรง เขาพบบ่อน้ำ เขาลงไปในบ่อน้ำนั้น และเขาก็ดื่มน้ำ จากนั้นเขาก็ขึ้นมา (ถึงปากบ่อ) พบสุนัขตัวหนึ่งกำลังกระหายน้ำ, เขากล่าวขึ้นว่า สุนัขตัวนี้กระหายเฉกเช่นการกระหายของฉัน (เมื่อสักครู่นี้)”

“เขาจึง (ตัดสินใจ) ลงไปในบ่อน้ำ ตักน้ำจนเต็มรองเท้าคุฟ (หุ้มข้อ) จากนั้นเขาใช้ปากของเขากัดรองเท้าดึงขั้นจนถึงปากบ่อ แล้วสุนัขตัวนั้นก็ได้ดื่มน้ำ, (เหตุการณ์) ข้างต้น พระองค์อัลลอฮฺ ทรงพอพระทัยเขา และอภัยโทษให้แก่เขา”

การห้ามเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านของมุสลิม ซึ่งสาเหตุการห้ามมี ดังนี้

1.การเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน มลาอิกะฮฺ (เราะหฺมะฮฺ) จะไม่เข้าบ้าน

มุสลิมบ้านใดที่มีสุนัขเลี้ยงไว้ในบ้าน มลาอิกะฮฺแห่งความเมตตา (เราะหฺมะฮฺ) จะไม่เข้าบ้านหลังนั้น

ท่านร่อซูลลุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า : “มลาอิกะฮฺจะไม่เข้าบ้านหลังหนึ่ง หลังซึ่ง (เลี้ยง) สุนัข และ (แขวน) รูปภาพ (คน,รูปภาพสัตว์) ไว้ในบ้าน”

อนึ่ง กรณีมลาอิกะฮฺไม่เข้าบ้านมุสลิมหลังที่มีสุนัขเลี้ยงไว้ หรือมีรูปภาพคน (สัตว์) แขวนไว้ในบ้าน เช่นนี้ ชัยฏอนจะเข้าบ้านหลังนั้นแทน

2.บ้านที่เลี้ยงสุนัขผลบุญจะถูกลดลงทุกวัน

มุสลิมคนใดที่เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน เช่นนี้ผลบุญของเขาจะถูกลดลงทุกๆวันๆ ละหนึ่งกีรอฏ

ท่านร่อซูลลุลลอฮฺ กล่าวว่า: “บุคคลใดที่เลี้ยงสุนัข (ไว้ในบ้าน) โดยไม่ใช่เพื่อเป็นสุนัขเฝ้าสวน หรือเพื่อเฝ้าปศุสัตว์ หรือไม่ใช่เพื่อล่าสัตว์ (เช่นนั้น) ผลบุญของเขาจะถูกบั่นทอนทุกวัน วันละหนึ่งกีรอฏ”

การที่มุสลิมเลี้ยงสุนัขที่ไม่ใช่สิ่งซึ่งศาสนาอนุญาตให้เลี้ยงนั้น เขาจะถูกบั่นทอนผลบุญทุกวันๆ ละ 1 กีรอฏเท่ากับภูเขาอุฮุดหนึ่งลูก

ท่านร่อซูลลุลลอฮฺ กล่าวว่า: “บุคคลใดที่นมาซญะนาซะฮฺ สำหรับเขาจะได้ (ผลบุญ) หนึ่งกีรอฏ และบุคคลใดที่เดินไปส่งที่มัยยิต (ที่กุบุร) จนกระทั่ง (มัยยิต) ถูกหย่อนลงหลุม เช่นนี้สำหรับเขา (จะได้ผลบุญ) สองกีรอฏ, ผู้รายงานหะดีษกล่าวว่า, ฉันถามว่า โอ้ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ หนึ่งกีรอฏนั้นเท่าไหร่กัน? เขาตอบว่า (หนึ่งกีรอฏ) ก็เท่ากับหนึ่งภูเขาอุฮุด”

3. การเลี้ยงสุนัขในบ้านสร้างความลำบากในเรื่องการทำความสะอาด

การเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านนั้น จะสร้างความลำบากให้แก่เจ้าของบ้านในเรื่องการทำความสำอาดภาชนะที่ถูกน้ำลายของสุนัข เพราะการทำความสะอาดภาชนะที่ถูกสุนัขเลียนั้นต้องล้างด้วยดิน (หรือที่ เรียกว่า “น้ำดิน”) เพราะคงไม่มีเจ้าของบ้านคนใดที่ล่วงรู้ว่าภาชนะใดบ้างที่ถูก หรือไม่ถูกน้ำลายของสุนัข ด้วยเหตุนี้ ศาสนาจึงไม่อนุญาตให้เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน หรือที่อยู่อาศัยของมุสลิมนั้นเอง

ท่านร่อซูลลุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า: “เมื่อสุนัขเลียภาชนะของบุคคลใดในหมู่พวกท่าน เช่นนั้น จงล้างภาชนะนั้น (ด้วยน้ำสะอาด) เจ็ดครั้ง โดยให้ครั้งแรกเป็นน้ำดิน”

การอาบน้ำละหมาด คือการทำความสะอาดใบหน้า มือและแขนทั้งสอง ศีรษะ และเท้าทั้งสองโดยการใช้น้ำ

อัลลอฮฺทรงตรัสในซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 6 ว่า

يَاأَيُّهَا الَّذِيْنَ آمَنُوْا إِذَا قُمْتُمْ إِلَى الصَّلاَةِ فَاغْسِلُوْا وُجُوْهَكُمْ وَأَيْدِيَكُمْ إِلَى الْمَرَافِقِ وَامْسَحُوْا بِرُءُوْسِكُمْ وَأَرْجُلَكُمْ إِلَى الْكَعْبَيْنِ

ความว่า : โอ้บรรดาผู้ศรัทธาแล้วทั้งหลาย เมื่อท่านทั้งหลาย จะไปทำการละหมาด พวกท่านจงล้างใบหน้าของพวกท่านและมือของพวกท่านจนถึงข้อศอก และท่านทั้งหลาย จงลูบศีรษะ ของพวกท่านและจงล้างเท้าทั้งสองจนถึงตาตุ่ม.

กฎเกณฑ์(หุก่ม)ของการอาบน้ำละหมาด การอาบน้ำละหมาด เป็นสิ่งจำเป็นแก่ผู้ที่ต้องการจะละหมาดหรือทำการตอว๊าฟ หลักฐานที่บ่งบอกถึงความจำเป็น คืออายะฮฺของอัลกุรอานที่กล่าวมาข้างต้น

มีรายงานจากท่าน อบีฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

لاَيَقْبَلُ اﷲُ صَلاَةَ أَحَدِكُمْ إِذَا أَحْدَثَ حَتَّى يَتَوَضَّأَ

ความว่า : อัลลอฮฺจะไม่ทรงรับการละหมาดของคนหนึ่งคนใดในพวกท่าน เมื่อเขามีฮะดัษ จนกว่าเขาจะอาบน้ำละหมาดเสียก่อน. (บันทึกโดยท่านอัลบุคอรียฺและมุสลิม อบูดาวูด ติรมีซียฺ อะฮฺหมัด)

หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้

อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า

“และในหมู่มนุษย์นั้นมีผู้ซื้อคำพูดที่ไร้สาระเพื่อทำให้ผู้คนหลงไปจากทางของอัลลอฮฺ

และถือเอาอัลกุรอานเป็นเรื่องขำขัน สำหรับพวกเหล่านี้คือการลงโทษอันอัปยศยิ่ง”

(สูเราะฮฺลุกมาน โองการที่ : 6 )

มีสายรายงานที่ถูกต้องจากอิบนิมัสอูดและอิบนิอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมาว่า ท่านทั้งสองได้อธิบายคำว่า “คำพูดที่ไร้สาระ“ หมายถึง การร้องรำทำเพลง

และท่านอิบนุมัสอูด ยังได้สาบานถึงสามครั้งว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ซึ่งไม่มีผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ คำพูดที่ไร้สาระ คือการร้องเพลง“

แล้วยังกล่าวอีกว่า “การร้องเพลงทำให้การกลับกลอกเจริญงอกงามขึ้น ประดุจดั่งน้ำที่ทำให้การเพาะปลูกเจริญงอกงามขึ้นมา”

มีรายงานหะดีษจากอบีมาลิก อัล-อัชอะรียฺ เล่าว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«لَيَكُونَنَّ مِنْ أُمَّتِي أَقْوَامٌ يَسْتَحِلُّونَ الْحِرَ وَالْحَرِيرَ وَالْخَمْرَ وَالْمَعَازِفَ، وَلَيَنْزِلَنَّ أَقْوَامٌ إِلَى جَنْبِ عَلَمٍ يَرُوحُ عَلَيْهِمْ بِسَارِحَةٍ لَهُمْ يَأْتِيهِمْ، يَعْنِي الْفَقِيرَ، لِحَاجَةٍ فَيَقُولُونَ ارْجِعْ إِلَيْنَا غَدًا فَيُبَيِّتُهُمْ اللَّهُ لَيْلًا، وَيَضَعُ الْعَلَمَ عَلَيْهِمْ، وَيَمْسَخُ آخَرِينَ قِرَدَةً وَخَنَازِيرَ إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ» [البخاري برقم 5590]

“จะมีกลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันโดยที่พวกเขาจะทำให้เรื่องซินา ผ้าไหม สุรา และเครื่องดนตรีกลายเป็นสิ่งถูกอนุมัติ และเมื่อกลุ่มชนต่างๆ ได้รวมตัวกันที่ภูเขา คนเลี้ยงปศุสัตว์ของพวกเขาเดินออกมา (เพื่อนำปศุสัตว์กลับเข้าคอกในตอนเย็น) มีคนยากจนได้มาหาพวกเขาอันเนื่องจากมีความจำเป็น (เพื่อขอความช่วยเหลือ)

พวกเขากลับพูดว่า “ให้กลับมาหาพวกเราใหม่ในวันพรุ่งนี้”

อัลลอฮฺจึงได้ให้พวกเขาพบกับความพินาศในตอนกลางคืน โดยให้ภูเขาพังทลายร่วงลงมาทับพวกเขา และได้สาปคนที่เหลือให้กลายเป็นลิงและสุกรตราบจนถึงวันกิยามะฮฺ”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หน้า : 1101 หะดีษเลขที่ : 5590)

หะดีษนี้บ่งบอกถึงเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ บอกถึงการทำลายล้างชนบางกลุ่มด้วยรูปแบบการทำลายที่หลากหลาย อันเนื่องจากพวกเขาฝ่าฝืนข้อห้ามอันชัดแจ้ง หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ การทำให้เครื่องดนตรีอันต้องห้ามตามบทบัญญัติเป็นสิ่งที่ถูกอนุมัติ เครื่องดนตรีที่มีอยู่ในยุคปัจจุบันอันได้แก่ ไวโอลิน กีตาร์ กลอง เปียโน ซอ ขลุ่ย และอื่นๆ

หลักฐานการห้ามเสียงเพลงจากหะดีษมีอยู่สองแง่สองมุมมอง

ประการที่หนึ่ง วจนะของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่มีความหมายว่าว่า “ทำให้เป็นสิ่งที่ถูกอนุมัติ” คือ ทำสิ่งเหล่านั้นให้เป็นที่ถูกอนุมัติ หลังจากเคยเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ความชัดเจนในเรื่องนี้ชี้ชัดว่า สิ่งที่ถูกกล่าวไว้ในหะดีษนั้นเป็นที่ต้องห้ามอย่างไร้ข้อสงสัย หนึ่งในนั้นก็คือเครื่องดนตรี

ประการที่สอง เครื่องดนตรีถูกกล่าวรวมกับการผิดประเวณี การดื่มสุรา และการสวมใส่ผ้าไหม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามความเห็นพ้องกันของมุสลิมทั้งปวง และนั่นคือหลักฐานชี้ชัดด้วยว่าเครื่องดนตรีก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน

รายงานจากอิมรอน บิน หุศัยนฺ เล่าว่า แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«فِي هَذِهِ الأُمَّةِ قَذْفٌ وَخَسْفٌ وَمَسْخٌ ، فَقَالَ رَجُلٌ مِنَ الْمُسْلِمِيْنَ : مَتَى ذَاْكَ يَا رَسُولَ اللهِ ؟ قَالَ : إَذَا ظَهَرَتْ القَيْنَاتُ وَالْمَعَازِفُ ، وَشُرِبَتِ الْخُمُوْرُ» [رواه الترمذي برقم 2212]

“ในประชาชาตินี้ จะได้รับการลงโทษด้วยก้อนหินที่ถูกขว้างลงมาจากฟากฟ้า การลงโทษด้วยการสาป และการลงโทษด้วยการให้ธรณีสูบ”

ชายคนหนึ่งลุกขึ้นกล่าวว่า “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่หรือ?”

ท่านกล่าวว่า “เมื่อเครื่องดนตรีและนักร้องปรากฎตัวให้เห็นอย่างแพร่หลาย และเมื่อมีการดื่มสุรา”

(บันทึกโดยอัต-ติรมิซียฺ ในหนังสือสุนัน หน้า : 367 หมายเลข : 2212 )

อิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยสรุปได้ดังนี้ “แท้จริงแล้วอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ได้คาดโทษผู้ที่ทำให้เครื่องดนตรีเป็นที่อนุมัติ ด้วยสัญญาการลงโทษโดยให้พวกเขาถูกธรณีสูบและสาปพวกเขาให้เป็นลิงและสุกร หากว่าการคาดโทษสำหรับพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมด แต่ละคนมีส่วนในการรับโทษตามที่อัลลอฮฺทรงสัญญา “

(อิฆอษะตุลละฮฺฟาน มิน มะศออิดิชชัยฏอน เล่มที่ : 1 หน้า : 220)

นักกวีท่านหนึ่งได้กล่าวว่า

“นี่คือสัจธรรมอันเด่นชัด จงอย่าผูกมัดฉันจากเส้นทางอันมัวหมอง”

ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมิยะฮฺ ได้กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้ “เรื่องดังกล่าวนั้นเมื่อพวกเขาทำสิ่งที่ต้องห้ามให้เป็นที่อนุมัติด้วยการตีความผิดๆ หากพวกเขาได้กระทำมันทั้งที่มั่นใจว่าท่านเราะสูลได้ห้ามอย่างชัดเจน แน่นอนพวกเขาก็จะกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และไม่ถูกนับว่าเป็นคนหนึ่งจากประชาชาติของท่าน”

(อิฆอษะตุลละฮฺฟาน เล่มที่ : 1 หน้า : 346)

บรรดาอิหม่ามทั้งสี่มัซฮับมีความเห็นพ้องกันว่า เครื่องดนตรีเป็นสิ่งที่ต้องห้าม หากใครได้ทำให้เกิดความเสียหายเขาก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด อีกทั้งการครอบครองเครื่องดนตรีก็ถือว่าเป็นเรื่องต้องห้าม มีคนมาถามอิหม่ามมาลิก ถึงการขับร้องที่ศาสนาผ่อนผันหรืออนุญาตให้ชาวมะดีนะฮฺสามารถกระทำได้ ท่านตอบว่า “คนที่ทำสิ่งนั้นคือคนชั่วในทัศนะของเรา”

(อิฆอษะตุลละฮฺฟาน เล่มที่ : 1 หน้า : 195)

และมีผู้ถามอิหม่ามอะหฺมัด เกี่ยวกับการร้องเพลง ท่านตอบว่า “การร้องเพลงทำให้การกลับกลอกเจริญงอกงามขึ้นในหัวใจ“

ส่วนทัศนะของอิหม่ามอบูหะนีฟะฮฺ เป็นทัศนะที่หนักหน่วงกว่าทัศนะอื่น ซึ่งสานุศิษย์ของท่านได้ห้ามอย่างชัดเจนถึงการฟังเสียงที่นำมาซึ่งความครื้นเครงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นขลุ่ย กลอง แม้นกระทั่งการเคาะไม้ กล่าวอย่างชัดเจนว่ามันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติ นับว่าเป็นคนชั่วช้าและจะไม่รับการเป็นพยานของเขา

(อิฆอษะตุลละฮฺฟาน เล่มที่ : 1 หน้า : 229)

เป็นที่น่าเศร้าใจยิ่งนักที่เสียงเพลงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคมของเรา ทั้งในโทรทัศน์ วิทยุ เทป และอื่นๆ อีกมากมาย

ยะซีด อิบนุ อัล-วะลีด ได้กล่าวไว้ว่า “พวกท่านพึงระวังเสียงเพลง เพราะมันทำให้ความละอายลดลง มันมาปลุกเร้าอารมณ์ ลดความเป็นวีรบุรุษ เหมือนกับการดื่มสุรา และจะแสดงพฤติกรรมเช่นคนเมา“

และยังกล่าวต่ออีกว่า “จงให้เสียงเพลงห่างจากสตรี เพราะมันจะเรียกร้องเธอให้ถลำสู่การผิดประเวณี มันเปรียบดั่งคาถาแห่งการผิดประเวณี”

อิบนุลก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทุกคนที่มีความหึงหวงที่จะให้ครอบครัวของพวกเขาห่างไกลจากเสียงเพลง เหมือนกับการที่เขาให้ห่างไกลจากความสงสัยเคลือบแคลง และใครก็ตามที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวของเขาฟังคาถาแห่งการผิดประเวณี เขาเองย่อมรู้ดีถึงความผิดที่เขาควรได้รับ และย่อมเป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลายว่า เมื่อภรรยาคนใดที่ไม่ยอมร่วมประเวณีด้วย เขาก็จะกล่อมนางด้วยเสียงเพลงจนนางต้องคล้อยตามในที่สุด”

ขอสาบานด้วยกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺว่า มากต่อมากแล้วที่หญิงบริสุทธิ์กลายเป็นโสเภณีด้วยกับเสียงเพลง และมากต่อมากแล้วที่ชายบริสุทธิ์กลายเป็นทาสของเกย์ มีจำนวนมากที่ผู้หึงหวงศาสนาต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่ออันอัปยศท่ามกลางหมู่ชนด้วยกับเสียงเพลง มีจำนวนมากที่ผู้มีความเป็นอยู่ที่ดีกลับกลายเป็นผู้ที่ประสบทุกข์ภัยต่างๆ นานา และมีอีกมากที่เสียงเพลงทำให้ต้องกล้ำกลืนความเศร้าโศกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความโปรดปรานต้องสูญสิ้นจนเป็นเหตุแห่งภัยพิบัติ และมีอีกจำนวนมากได้เตรียมความเจ็บปวดอันทรมานแก่ครอบครัวของเขา ตระเตรียมความทุกข์ที่คาดว่าต้องมีขึ้นจริง เตรียมซึ่งความลำบากใจที่จะมาถึง”

(อิฆอษะตุลละฮฺฟาน มิน วะสาอิลิชชัยฏอน เล่มที่ : 1 หน้า : 209 – 210)

หลักฐานจากอัลกุรอาน อัลหะดีษ และถ้อยคำของบรรดาปวงปราชญ์ที่กล่าวมาข้างต้น ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการห้ามการขับร้องเพลง และมันคือบาปใหญ่ที่บรรดามุอฺมินพึงหลีกห่าง และแน่นอนยิ่งที่คำดำรัสแห่งอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาจะไม่รวมอยู่กับเสียงขลุ่ยแห่งชัยฏอนมารร้ายมาปรากฏอยู่ในหัวใจของคนเราเป็นอันขาด

คำเตือน

ในปัจจุบันนี้มีสิ่งหนึ่งที่นักผลิตแผ่นเสียงได้เรียกกันอย่างแพร่หลายว่า “อัลอนาชีดอัลอิสลามียะฮฺ“ เชคนาศิรุดดีน อัล-อัลบานียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน ว่าด้วยการห้ามเครื่องดนตรี หลังจากที่ได้ยกหลักฐานที่ห้ามการร้องเพลงแล้วว่า

“ในเมื่อเป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่า ไม่อนุญาตให้ทำความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ (การอิบาดะฮฺ) เว้นแต่ด้วยกับสิ่งที่พระองค์ได้บัญญัติลงมาเท่านั้น แล้วจะใกล้ชิดกับพระองค์ด้วยกับสิ่งที่พระองค์ต้องห้ามได้เช่นไร ดังกล่าวนี้เองที่บรรดาปวงปราชญ์ได้ห้ามการขับร้องเพลงของพวกศูฟีย์ และได้โต้แย้งอย่างรุนแรงต่อผู้บอกว่าเสียงดนตรีเป็นที่อนุมัติ เมื่อผู้อ่านได้รำลึกถึงกฎเกณฑ์ที่ชัดแจ้งอันนี้ในสามัญสำนึกของเขา ก็จะมีความชัดเจนเลยทีเดียวว่า ไม่มีข้อแตกต่างอันใดระหว่างการขับร้องของศูฟีย์และอัลอนาชีดอัลอิสลามียะฮฺ มิหนำซ้ำมันอาจเป็นสิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่า เพราะในบางครั้งอาจเล่นท่วงทำนองดั่งเสียงเพลงที่ปลุกเร้าอารมณ์ใฝ่ต่ำ ตรงตามท่วงทำนองเสียงดนตรีของประเทศทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก ซึ่งทำให้ผู้ฟังเกิดอาการอยากโลดเต้นและเปลี่ยนท่าทาง มีเป้าหมายในการขับร้องและบรรเลงเสียงเพลงไม่ใช่อนาชีดแต่อย่างใด ซึ่งเป็นลักษณะการฝ่าฝืนอีกรูปแบบหนึ่งที่ลอกเลียนแบบมาจากพวกปฏิเสธศรัทธาและกลุ่มชนที่ใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ แล้วอาจเป็นเหตุทำให้เกิดการฝ่าฝืนเป็นรูปแบบอื่นอีก

กล่าวคือการเลียนแบบพวกที่ผินหลังและหลีกห่างจากอัลกุรอาน สุดท้ายก็ตกอยู่ภายใต้สิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยถูกร้องทุกข์จากกลุ่มชนของท่าน ดังที่ปรากฏในดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลา ว่า

“และเราะสูลได้กล่าวว่า ข้าแด่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงกลุ่มชนของข้าพระองค์ได้ทอดทิ้งอัลกรุอานเสียแล้ว”

(สูเราะฮฺอัล-ฟุรกอน โองการที่ : 30)

ส่วนหนึ่งจากหลักฐานที่มายืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้

อัลลอฮฺ ทรงตรัสว่า

(وَلاَ تَأْكُلُواْ مِمَّا لَمْ يُذْكَرِ اسْمُ اللهِ عَلَيْهِ) (الأنعام : 121 )

ความว่า: และพวกเจ้าจงอย่าบริโภคสิ่งที่พระนามของอัลลอฮฺมิได้ถูกกล่าวไว้ บนมัน [อัล-มาอิดะฮฺ : 121]

ส่วนหนึ่งจากหลักฐานที่มายืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้

มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่พระเจ้าสร้างผู้ชายกับผู้หญิง เป็นสิ่งคู่กัน ต่างฝ่ายต่างมีแรงปรารถนาแก่กันและกัน และ มีความต้องการที่จะหาความสุขจากกันและกัน ,อิสลามจึงสอนให้มีการสู่ขอและแต่งงาน ตามหลักศาสนา เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างครอบครัวและผลิตสมาชิกที่เป็นอุมมะฮอิสลามออกสู่สังคม และผลิตคนดีให้มาเป็นสมาชิกของสังคม อิสลามไม่มีระบบแฟน และการอยู่กันก่อนแล้วทำพิธีแต่งงานทีหลังเมื่อต่างฝ่ายต่างพอใจที่จะอยู่กันนั้น ไม่ใช่ระบบอิสลาม คำสอนอิสลามห้ามสตรีอยู่ต…ามลำพังกับชายที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน

อิบนุอับบาส เล่าว่า นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

لاَ يَخْلُوَنَّ رَجُلٌ بِامْرَأَةٍ، وَلاَ تُسَافِرَنَّ امْرَأَةٌ إِلاَّ وَمَعَهَا مَحْرَمٌ

“บุรุษ(อัตญ์นะบี)จงอย่าอยู่ร่วมกับสตรี(อัจญ์นะบียะฮฺ)เพียงลำพังเป็นอันขาด และสตรีจงอย่าเดินทางเพียงลำพังคนเดียวเป็นอันขาดนอกจากว่าจะมีมะหฺร็อมของนางร่วมอยู่ด้วย” (อัลบุคอรีย์,กิตาบอันนิกาหฺ, หะดีษที่ 2784, 4832, มุสลิม, กิตาบอัลหัจญ์, หะดีษที่ 2391)

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

لأَنْ يَطْعَنَ فِي رَأْسِ أَحَدِكُمْ بِمَخِيْطٍ مِنْ حَدِيْدٍ خَيْرٌ لَهُ مِنْ أَنْ يَمَسَّ امْرَأَةً لاَ تَحِلُّ لَهُ

“ การที่จะถูกเหล็กแหลมแทงเข้าไปในหัวของคนใดในหมู่พวกท่านนั้นยังเป็นการดีกว่าการที่เขาจะไปแตะต้องผู้หญิงที่ไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้อง (หมายถึงยังไม่ได้แต่งงาน)”

أخرجه الطبراني في ” الكبير ” (20/ 211ـ 212) رقم (486 ، 487) ، والروياني في ” مسنده ” (2/ 323) رقم (1283والله أعلم بالصواب

กฎเกณฑ์ในการให้มีภรรยาหลายคนในอิสลาม ได้มีหลักฐานที่ระบุไว้ ที่เป็นบทบัญญัติอนุญาตในเรื่องนี้

อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสไว้ความว่า

“หากพวกเจ้ากลัวว่า พวกเจ้าจะไม่มีความยุติธรรม แก่เด็กกำพร้า ดังนั้นพวกเจ้าจงแต่งงาน กับผู้หญิงที่ดี สำหรับพวกเจ้า สองคน สามคน หรือ สี่คน

หากพวกเจ้ากลัวว่าพวกเจ้าจะไม่ให้ความยุติธรรม ก็จงมีแค่หญิงเดียว หรือผู้ทีอยู่ภายใต้การครอบครองของมือขวาของพวกเจ้า นั้นเป็นสิ่งที่ใกล้กว่า เพื่อว่าพวกเจ้าจะไม่ลำเอียง”

ส่วนหนึงจากหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้

อัลลอฮฺตะอะลาตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِنَّمَا الْخَمْرُ وَالْمَيْسِرُ وَالْأَنْصَابُ وَالْأَزْلَامُ رِجْسٌ مِنْ عَمَلِ الشَّيْطَانِ فَاجْتَنِبُوهُ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงสุรา การพนัน แท่นหินสำหรับเชือดสัตว์บูชายัญ

และการเสี่ยงติ้วนั้นเป็นสิ่งโสมมอันเกิดมาจากชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสียเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ

إِنَّمَا يُرِيدُ الشَّيْطَانُ أَنْ يُوقِعَ بَيْنَكُمُ الْعَدَاوَةَ وَالْبَغْضَاءَ فِي الْخَمْرِ وَالْمَيْسِرِ وَيَصُدَّكُمْ عَنْ ذِكْرِ اللَّهِ وَعَنِ الصَّلَاةِ ۖ فَهَلْ أَنْتُمْ مُنْتَهُونَ

แท้จริงชัยฏอนต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนันเท่านั้น

และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺและการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะยุติไหม”

ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ โองการที่ 90-91

ส่วนหนึ่งจากหลักฐานที่มายื่นยันเกี่ยวกับเรื่องนี้

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงตรัสไว้ว่า

وَلَا تَقْرَبُوا الزِّنَا إِنَّهُ كَانَ فَاحِشَةً وَسَاءَ سَبِيلًا

และพวกเจ้าจงอย่าเข้าใกล้การผิดประเวณี แท้จริงมันเป็นการลามก และหนทางที่ชั่วช้ายิ่ง” (อัลอิสรออฺ 32)

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

لأَنْ يَطْعَنَ فِي رَأْسِ أَحَدِكُمْ بِمَخِيْطٍ مِنْ حَدِيْدٍ خَيْرٌ لَهُ مِنْ أَنْ يَمَسَّ امْرَأَةً لاَ تَحِلُّ لَهُ

“ การที่ท่านจะถูกเหล็กแหลมแทงเข้าไปในหัวนั้นยังเป็นการดีกว่าการที่จะไปแตะต้องผู้หญิงที่ไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้อง ” บันทึกโดยอัล-บัยฮากี

หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้

ริบา (ดอกเบี้ย)เป็นบาปใหญ่ และแท้จริงแล้วอัลลอฮฺได้ประกาศสงครามกับผู้ที่กินและผู้ที่ให้ริบา ซึ่งต่างจากบาปอื่นๆ

อัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า

“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! พึงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และจงละเว้นดอกเบี้ยที่ยังเหลืออยู่เสียหากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา และ ถ้าพวกเจ้ามิได้ปฏิบัติตาม ก็พึงรับรู้ถึงสงครามจากอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์(หมายถึงอัลลอฮฺและศาสนทูตประกาศเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย) และหากพวกเจ้าสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวแล้ว สำหรับพวกเจ้าก็คือต้นทุนแห่งทรัพย์ของพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าจะได้ไม่อธรรม และไม่ถูกอธรรม”

(อัล-บะเกาะเราะฮฺ 278-279)

รายงานจากท่าน ญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า

لَعَنَ رَسُولُ الله صَلَّى اللهُ عَلَيهِ وَسَلَّم آكِلَ الرِّبَا، وَمُوْكِلَـهُ وَكَاتِبَـهُ، وَشَاهِدَيْـهِ، وَقَالَ: هُـمْ سَوَاءٌ. أخرجه مسلم.

“ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ประณามผู้ที่กินริบา ผู้ให้กิน ผู้บันทึก และผู้เป็นพยานทั้งสองคน และท่านกล่าวว่า พวกเขาอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน(ในบาป)”

(บันทึกโดย มุสลิม 1598)

3- รายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ จากท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«اجْتَنِبُوا السَّبْعَ المُوبِقَاتِ» قَالُوا: يَا رَسُولَ الله، وَمَا هُنَّ؟ قَالَ: «الشِّرْكُ بِالله، وَالسِّحْرُ، وَقَتْلُ النَّفْسِ الَّتِي حَرَّمَ الله إلَّا بِالحَقِّ، وأكلُ الرِّبَا، وأكلُ مَالِ اليَتِيمِ، وَالتَّوَلِّي يَوْمَ الزَّحْفِ، وَقَذْفُ المُـحْصَنَاتِ المُؤْمِنَاتِ الغَافِلاتِ». متفق عليه.

“พวกท่านจงออกห่างจากสิ่งที่ทำให้หายนะ (บาปใหญ่) เจ็ดอย่าง”

พวกเขา(บรรดาเศาะหาบะฮฺ)ได้ถามว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ มันคืออะไรบ้าง?”

ท่านจึงกล่าวว่า “(มันคือ) การตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ , การใช้เวทมนต์ไสยศาสตร์, การฆ่าชีวิตหนึ่งที่พระองค์ทรงห้ามเว้นแต่ด้วยความชอบธรรม, การกินริบา(ดอกเบี้ย), การกินทรัพย์สินของเด็กกำพร้, การถอยหนีในวันแห่งการเผชิญหน้ากับศัตรู, และการใส่ความหญิงหนึ่งที่ดีที่เป็นผู้มีศรัทธาและบริสุทธิ์”

(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ หมายเลข 2766 และสำนวนรายงานนี้เป็นของท่าน และมุสลิม หมายเลข 89)

ส่วนหนึ่งจากคำสั่งใช้จากอัลลอฮิเกี่ยวกับเรื่องนี้

จงกล่าวเถิดมุ(มุฮัมหมัด) แก่บรรดาผู้ศรัทธาชาย ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริง อัลเลาะห์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ และจงกล่าวเถิด(มุฮัมหมัด)แก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิง ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่สิ่งที่เปิดเผยได้ (อันนู้ร 24 : 30-31)

จากซูเราะฮ์ อันนูร์ อายะฮ์ ที่ 31 อัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า

“และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮ์เถิด โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ “

จากอายะฮ์นี้ทำให้เราทราบว่า อัลลอฮ์ ทรงใช้ให้บรรดามุมินะฮ์ ลดสายตาและรักษาอวัยวะเพศของพวกนาง และทรงใช้ให้พวกนางปกป้องเครื่องประดับ แก่คนแปลกหน้า เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ โดยไม่มีเจตนาที่ไม่ดี

ส่วนหนึ่งจากหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้

หลักฐานที่ห้ามการกระทำดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

1. อัลลอฮฺทรงกล่าวถึงคำพูดของมารร้ายมีใจความว่า

“และแน่นอนยิ่ง ข้าจะใช้พวกเขา แล้วพวกเขาก็จะทำการเปลี่ยนแปลงการสร้างของอัลลอฮฺ”

อันนิสาอฺ 119

โองการดังกล่าวได้ตำหนิและอธิบายถึงสิ่งต้องห้ามที่มารร้ายที่มารร้าย ได้ล่อลวงลูกหลานอาดัมให้กระทำกันและในจำนวนสิ่งที่ว่าคือการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้างซึ่งการทำศัลยกรรมเพื่อความงามนั้นก็ถือว่าเข้าข่าย ประเด็นที่ว่านี้เหมือนกัน

2. อับนุมัสอูด เล่าว่า

“ฉันได้ยินท่านรอซูล กล่าวสาปแช่งบรรดาสตรีที่ถอนขนบนใบหน้า(เช่นขนคิ้ว) และผู้ที่ตกแต่งซี่ฟันให้ห่างออกจากกัน เพื่อความสวยงาม

ผู้ซึ่งทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อัลลอฮฺสร้างมา”

(รายงานโดยบุคอรี 3/199 มุสลิม 3/339)

ในศาสนาอิสลามมีรูปแบบในการทักทาย การทำความเคารพกับผู้ใหญ่ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องเวลาที่เจอกัน หมายถึงเป็นการให้เกียรติในรูปแบบของอิสลาม และคือมารยาทในอิสลามตามที่อัลเลาะฮ์ ได้ ตรัสไว้ในอัลกุรอ่านความว่า

قال الله تعالى يَا {يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَدْخُلُوا بُيُوتًا غَيْرَ بُيُوتِكُمْ حَتَّى تَسْتَأْنِسُوا وَتُسَلِّمُوا عَلَى أَهْلِهَا ذَلِكُمْ خَيْرٌ لَّكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ} سورة النور الآية 27.

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา พวกเจ้าจงอย่าเข้าไปในบ้านใดบ้านหนึ่งนอกจากบ้านของพวกเจ้าจนกว่าจะขออนุญาต

และ ให้สลาม แก่เจ้าของบ้านเสียก่อน เช่นนั้นแหละเป็นการดีสำหรับพวกเจ้าเพื่อว่าพวกเจ้าจะใคร่ครวญ”

(อันนูร 27)

และดังวจนะของท่านนบีมูฮัมหมัด

عن عبدالله بن عمرو بن العاص رضى الله عنهما أن رجلا سأل رسول الله أى الاسلام خير؟ قال تطعم الطعام وتقرأ السلام على من عرفت ومن لم تعرف متفق عليه

“ผู้ชายคนหนึ่งมาถามท่านรอซูล ว่า การกระทำอันใดในอิสลามที่ประเสริฐที่สุด

ท่านรอซูล กล่าวว่า การให้อาหาร และ การให้สลาม กับคนที่รู้จักและไม่รู้จัก”

(รายงานโดย บุคอรี-มุสลิม)

ศาสนาอิสลาม คือ ความสันติ เวลาพบกันก็อวยพรซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเมตตาความจำเริญ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรว่าอิสลามคือผู้ก่อการร้าย เป็นผู้สร้างความแตกแยก

เมื่อลองพิจารณาคำว่า الاسلام และคำว่า السلام มีความหมายเดียวกัน คือ ความสันติ ดังคำว่า دين الاسلام คือ ศาสนาแห่งสันติภาพ และ السلام عليكم คือ ความสันติจงมีแด่ท่านทั้งหลาย

การเผยแพร่ศาสนาอิสลามที่เรียกกันว่า (ดะอฺวะฮฺ) ย่อมมีรูปแบบและวิธีการที่ท่านนบี ได้กระทำเอาไว้มากมาย ทั้งแบบอย่างในด้านคำพูด การกระทำ และมารยาทที่ดีงาม แต่ในปัจจุบัน การดะอฺวะฮฺ และการเผยแพร่ศาสนาอิสลามนั้นมีวิธีการและรูปแบบต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ วารสาร วิทยุ การจัดอบรม จัดบรรยาย และกิจรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียกร้องไปสู่ศาสนาที่แท้จริงนั้นคือ อิสลาม

ส่วนในเรื่องของมารยาทนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้คนต่างศาสนิกยอมรับในของศาสนานั้นๆ ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่มีมารยาทเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และยังเป็นมารยาทที่ดีงามอีกด้วย

มารยาทถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการเผยแพร่ศาสนา โดยเฉพาะมารยาทในการให้สลาม ถือว่าเป็นมารยาทของศาสนาอิสลาม เมื่อเวลาเจอกันหรือพบกันจะต้องทักทายซึ่งกันและกันโดยกล่าวคำว่า ” อัสสลามมุอะลัยกุม (ความหมาย ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ” คำทักทายแบบนี้เป็นการแสดงถึงความรักและความผูกพันกับพี่น้องของเขา ที่นำมาซึ่งความรักและเชิญชวนให้เขาเหล่านั้นกระทำในสิ่งที่ดีงาม ฉะนั้นในการเผยแพร่อิสลามเมื่อเราต้องการที่จะเรียกร้องและเชิญชวนคนหนึ่งคนใด เพื่อต้องการที่จะให้เขาได้รับทางนำและศาสนาที่ถูกต้องแล้ว จะต้องเรียกร้องและเชิญชวนเขาด้วยกับมารยาทอันดีงาม ตัวอย่างเช่น

เมื่อเราพบเห็นคนทำผิดหลักศาสนา “เดินเข้าไปแล้วก็ให้สลาม” และบอกเขาว่า การกระทำแบบนี้ไม่ดีนะครับมันผิดหลักการศาสนา หากว่าคุณกระทำแล้วจะได้รับโทษนะ เมื่อคนที่กระทำผิดได้ยินคำพูดอย่างนี้แล้วก็ทำให้เขานั้นให้เกียรติและพร้อมที่จะรับฟังคำชี้แนะจากเรา แต่ตรงกันข้ามหากว่าเราเดินเข้าไปตักเตือนเขาโดยบอกว่า อย่าทำนะสิ่งนั้นผิด ทำไม่ได้บาป โดยที่ไม่ให้สลามก่อน จะทำให้เขาไม่ยอมรับฟังจากการตักเตือนของเราและบางทีจะทำให้เขารู้สึกไม่ชอบขี้หน้าและเกิดความโกรธต่อเราก็เป็นได้

ดังนั้นการให้สลามถือว่าเป็นคำพูด คำแรกเมื่อเวลาที่เราจะตักเตือนใคร นี่คือรูปแบบหนึ่งของการดะอฺวะฮฺและเชิญชวนพี่น้องมุสลิมในรูปแบบของมารยาทในการให้สลาม เมื่อเราสร้างความรักให้เกิดขึ้นในหัวใจของพี่น้องแล้ว ไม่ว่าเราจะบอกและตักเตือนเขาอย่างไร เขาคนนั้น ก็จะรับฟังและปฏิบัติตามในสิ่งที่เราบอกและออกห่างจากสิ่งที่ต้องห้าม

การให้ “สลาม ” คือประตูที่ก่อให้เกิดความรัก และสันติภาพในหมู่มุสลิมตลอดไป และเป็นสื่อการดะวะอย่างหนึ่งที่ดียิ่ง

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น